โชคชะตาของ ‘เดมเบเล่’

โชคชะตาของ ‘เดมเบเล่’

            ในช่วงกลางปี 2017 นั้นเกิดเหตุการณ์การย้ายทีมที่เป็นเรื่องราวใหญ่โต และทำให้เกิดเอฟเฟ็กต์ต่อตลาดซื้อขายนักเตะมาจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือการที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมมหาเศรษฐีจากลีก เอิงของฝรั่งเศส ตัดสินใจทุ่มเงินถึง 222 ล้านยูโรเพื่อคว้าตัวเนย์มาร์ กองหน้าตัวเก่งทีมชาติบราซิลของบาร์เซโลน่าไปร่วมทีม ซึ่งการที่ทีมเปแอสเชทุ่มเงินค่าฉีกสัญญานั้นทำให้บาร์เซโลน่าไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอได้ และตัวนักเตะก็สนใจจะย้ายทีมในตอนนั้นด้วย หลังจากที่เนย์มาร์มองว่าเขายังคงต้องอยู่ใต้ร่มเงาของลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะคนสำคัญของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ต่อไปอย่างแน่นอน ทำให้อดีตนักเตะของซานโตสรายนี้ตัดสินใจที่จะไปเป็นราชสีห์กับทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมงแทน ทำให้สุดท้ายก็เกิดการย้ายทีมขึ้นจนได้ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมปีนั้น ซึ่งก็เป็นช่วงใกล้เปิดฤดูกาลเข้าไปทุกที ทำให้บาร์เซโลน่าเกิดอาการเลือดขึ้นหน้า และต้องรีบมองหานักเตะตัวรุกคนใหม่เข้ามาแทนที่ ทำให้ช่วงก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะไม่ถึงสัปดาห์ พวกเขาก็ต้องทุ่มเงินถึง 105 ล้านยูโรเป็นค่าตัวของอุสมาน เดมเบเล่ ปีกดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสจากโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ในเยอรมันเข้ามาแทน ซึ่งยังมีเงื่อนไขสัญญาอีกที่บาร์เซโลน่าต้องจ่ายอีกถึง 40 ล้านยูโรเลยทีเดียว หากว่าดาวเตะรายนี้สามารถทำตามเงื่อนไขได้หมด และจากเคสของเนย์มาร์ที่ถูกฉีกสัญญาไปนั้น ทำให้หลังจากนั้นมาพวกเขาก็ระมัดระวังกับการเขียนค่าฉีกสัญญาทันที ซึ่งเป็นกฏหมายของประเทศสเปนที่ต้องกำหนดเงื่อนไขข้อนี้ลงไปด้วย ซึ่งทีมตั้งค่าฉีกสัญญาของเดมเบเล่ไว้ถึง 400 ล้านยูโรเลยทีเดียว

            ก่อนหน้าย้ายมาอยู่ในถิ่นคัมป์ นู อุสมาน เดมเบเล่ พึ่งทำผลงานได้โดดเด่นเพียงฤดูกาลเดียวกับโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์เท่านั้น และก่อนหน้านั้นกับแรนส์ในฝรั่งเศสก็มีผลงานดีเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังถือว่ามีโอกาสได้โชว์ฝีเท้าน้อยมาก หากเทียบกับค่าตัวที่ทีม “เจ้าบุญทุ่ม” ยอมจ่ายให้กับโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่เรียกว่าแพนิค บาย หรือว่าเป็นช่วงหวาดระแวงที่ยังไงแล้วบาร์เซโลน่าก็ต้องหาตัวแทนของเนย์มาร์ให้จงได้ ทำให้พวกเขาโดนโขกแบบหัวแบะเลยทีเดียวกับดีลนี้ ซึ่งถึงแม้ว่าอุสมาน เดมเบเล่ จะมีความปราดเปรียว และความหวือหวาในการลากเลื้อยเพียงใดก็ตาม แต่การที่ดึงตัวเขามาแล้วหวังจะให้มาเล่นเป็น 3 ตัวรุกในแดนหน้านั้นไม่น่าจะเหมาะแต่อย่างใด เพราะสถิติก่อนหน้านี้นั้นดาวเตะรายนี้ไม่ได้เป็นพวกเป็นตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติ และดูจะเป็นปีกโดยธรรมชาติ และเหมาะกับระบบ 4-2-3-1 เสียมากกว่า แต่ระบบหลักของบาร์เซโลน่านั้นคือ 4-3-3 ทำให้กุนซือของทีมในตอนนั้นอย่างเออร์เนสโต้ บัลเบรเด้ไม่ได้มีตัวเลือกมาก และต้องส่งเดมเบเล่ลงสนามในตำแหน่งกองหน้าทางฝั่งขวา ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้อุสมาน เดมเบเล่ ได้รับความสนใจจากบาร์เซโลน่า หรือว่าหลายๆ ทีมในยุโรปก็คือเขาสามารถเล่นฟุตบอลได้ทั้ง 2 เท้าอย่างมีประสิทธิภาพใกล้เคียง และไม่แตกต่างกันมากนั ซึ่งทำให้กองหลังคู่แข่งนั้นสามารถเดาทางได้ยากขึ้นนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นสกิลที่น้อยคนนักจะมี

            แต่หลังจากที่ย้ายมายังถิ่นคัมป์ นูได้ไม่ถึงเดือน อุสมาน เดมเบเล่ก็โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานทันที โดยบาดเจ็บแฮมสตริง จากการลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกให้กับทีม และหายไปจากทีมถึง 3 เดือนครึ่ง และชวดช่วยทีมลงสนามไปถึง 20 นัด และหลังจากหายกลับมาช่วยทีมได้ 4 เกมก็โดนอาการบาดเจ็บที่เดิมเล่นงานอีกครั้ง และคราวนี้หายจากทีมไปอีกเกือบเดือน และอดช่วยทีมอีก 7 นัด แต่หลังจากนั้นมาเขาลงสนามช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่องทีเดียว รวมถึงช่วยทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกด้วย

            แต่แล้วอาการบาดเจ็บก็เริ่มกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง จากการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าในเดือนมกราคม 2019 โดยเป็นการเจ็บที่ไม่หนักนัก และอดช่วยทีมไปเพียง 5 นัดเท่านั้น แต่เป็นอาการบาดเจ็บแบบต่อเนื่อง และคนละส่วนของร่างกายเลยด้วย ทั้งในเดือนมีนาคม และอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมในปี 2019

            และในฤดูกาลล่าสุดก็เจ็บไปอีก 4 ครั้ง ซึ่งทำให้เขาแทบไม่ได้ลงสนามช่วยทีมเลย จนสุดท้ายอาการเจ็บหนักที่สุดคือบริเวณแฮมสตริงอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทำให้เขาต้องพักไปถึง 6 เดือนหรือว่าช่วงที่เหลือของฤดูกาลเยทีเดียว ซึ่งอาการบาดเจ็บที่เล่นงานตลอดแบบนี้ ไม่ว่าฝีเท้าจะดีแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถทำผลงานให้ดีได้อย่างแน่นอน เมื่อต้องมาภวงค์ว่าจะมีอาการบาดเจ็บมารบกวนอีกเมื่อไหร่ และอาจจะต้องเป็นเหมือนนักเตะหลายๆ คนที่อาจจะต้องแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควรก็ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้อุสมาน เดมเบเล่จะอยู่ในวัยเพียง 22 ปีก็ตาม แต่อาการของดาวรุ่งรายนี้น่ากังวลเป็นอย่างมาก เพราะหมอประจำทีมบาร์เซโลน่านั้นขึ้นชื่อว่าเก่งในการรักษาอาการบาดเจ็บมากๆ จนหลายทีมต้องส่งนักเตะมาผ่าตัดที่เมืองนี้เลยทีเดียว