แชมป์อันยาวนานของ “ม้าลาย”

            ทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ทีมจอมแกร่งในศึกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีในเวลานี้ ก็เคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นกันกว่าจะมาประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ ซึ่งพวกเขามีส่วนพัวพันกับกรณีล็อคผลการแข่งขัน หรือที่แฟนบอลมักเรียกว่าการล้มบอลนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องราวใหญ่โตเมื่อปี 2006 หรือที่เรียกกันว่าคดีกัลโช่โปลีนั่นเอง ซึ่งมีทีม และตัวนักเตะรวมถึงผู้ตัดสินเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย และล้วนเป็นทีมใหญ่ด้วย ทั้งเอซี มิลาน ฟิออเรนติน่า ลาซิโอ และรวมถึงยูเวนตุสด้วย ซี่งแต่ละทีมก็มีการโดนลงโทษแตกต่างกันไป โดยทางยูเวนตุสนั้นโดนปรับตกชั้นไปเล่นในศึกเซเรีย บี และถูกริบแชมป์ที่ได้ในปี 2005 และ 2006 คืนไปอีกด้วย รวมถึงตอนแรกพวกเขาโดนหักคะแนนหลังจากตกชั้นมาแล้วถึง 30 คะแนนเลยทีเดียว แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาสามารถอุทธรณ์ทดโทษมาเหลือโดนหักเพียงแค่ 9 คะแนนเท่านั้น ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทีม “ม้าลาย” ต้องเจอกับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่ทีมต้องตกชั้นไปเล่นในลีกระดับล่าง ทำให้นักเตะระดับสตาร์หลายคนต่างทยอยกันย้ายออกจากทีมไป ไม่ว่าจะเป็นซลาตัน อิบราฮิโมวิช อาเดรี้ยน มูตู 2 กองหน้าตัวหลักของทีมในเวลานั้น นอกจากนั้นยังมีฟาบิโอ คันนาวาโร่ กองหลังแชมป์โลกในปีนั้น และลิลิยอง ตูราม กองหลังจอมเก๋าชาวฝรั่งเศสอีก รวมทั้งยังมีจานลูก้า ซามบร็อตต้า เอเมอร์สัน และปาทริค วิเอร่า ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาย้ายออกจากทีมในช่วงที่ทีมตกชั้นทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีหลายคนเช่นกันที่เล่นกับทีมในเซเรีย บี ไม่ว่าจะเป็นจานลุยจิ บุฟฟ่อน และรวมถึงอเล็กซานโดร เดล ปิเอโร่ กองหน้าระดับตำนานของสโมสรก็ยังอยู่ แต่สถานะของทีมตกชั้น และชื่อเสียงที่เสื่อมเสียไปนั้น ทำให้พวกเขาหาซื้อใครเข้ามาแทนได้ยากมาก ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นจะกลับขึ้นมาเลื่อนชั้นได้แล้วก็ตาม แต่ผลกระทบที่ตามมาก็ยังคงอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียวกว่าเครดิตของทีมจะกลับคืนมาได้ ซึ่งการโดนหักเพียง 9 คะแนนนั้นทำให้สุดท้ายแล้วยูเวนตุสสามารถเลื่อนชั้นกลับสู่เซเรีย อาได้อย่างรวดเร็วด้วยการเป็นแชมป์เซเรีย บี ถึงแม้ว่าจะโดนหักคะแนนไปแล้วก็ตาม

            แต่ด้วยการตกชั้นไปนั้น ทำให้ทีมดังของเมืองตูรินต้องกลับมาสร้างทีมใหม่อีกครั้งในตอนนั้น โดยพวกเขาต้องทอยซื้อนักเตะฝีเท้าดีกลับเข้าสูงสโมสรอีกครั้ง ซึ่งพวกเขาต้องใช้เวลาถึง 5 ปีเลยทีเดียวกว่าที่จะกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง ซึ่งจุดเปลี่ยนคือการแต่งตั้งอันโตนิโอ คอนเต้ อดีตกองกลางของทีมเข้ามารับตำแหน่งกุนซือแทนที่ลุยจิ เดลเนรี่ในปี 2011 ซึ่งตอนนั้นคอนเต้ถือว่าเป็นกุนซือมือใหม่ด้วยซ้ำ และประสบการณ์ในการคุมทีมน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นทีมในระดับเซเรีย บีด้วยซ้ำ แต่บอร์ดบริหารก็กล้าที่จะให้เขาคุมทีมที่ต้องการจะกลับไปเป็นแชมป์ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยูเวนตุสมีการเปลี่ยนมือเจ้าของสโมสรมาเป็นของตระกูลอันเญลี่ที่นำโดยอันเดรีย อันเญลี่ ที่เป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ของอิตาลี และเป็นเจ้าของธุรกิจรถยนต์ยี่ห้อเฟียตที่เรารู้จักนั่นเอง ทำให้พวกเขามีทุนที่หนาขึ้นจากนั้นเป็นต้นมา และเป็นช่วงที่สโมสรมีการซื้อนักเตะดาวดังเข้ามาเสริมทีม ซึ่งสุดท้ายแล้วคอนเต้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง  เมื่อเขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้ทั้ง 3 ฤดูกาลที่คุมทีม รวมถึงยังได้แชมป์ซุเปอร์โคปาได้อีก 2 สมัยด้วย ซึ่งหลังจากนั้นก็ถึงจุดอิ่มตัวของอันโตนิโอ คอนเต้ ทำให้เขาอำลาทีมในตอนนั้น และหันไปคุมทีมชาติอิตาลีต่อจากนั้นแทน ซึ่งในฤดูกาลสุดท้ายของคอนเต้นั้นเขาได้ทำสถิติไว้อย่างมากมายในกัลโช่ เซเรีย อา โดยเฉพาะการพาทีมเก็บได้ถึง 102 คะแนนจาก 38 นัดในลีก ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก โดยเก็บชัยชนะได้ถึง 33 นัด และสามารถเก็บชัยชนะในบ้านได้ทั้ง 19 นัด

            คนที่เขามากุมบังเหียนของยูเวนตุสแทนก็คือมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือผู้พาเอซี มิลานคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาแล้วในช่วงก่อนหน้านั้นเข้ามาคุมทีมแทน และอย่างที่ทราบกันดีว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมายูเวนตุสก็กลายเป็นเต้ยแห่งวงการฟุตบอลอิตาลีแบบเบ็ดเสร็จเด็จขาด ด้วยการคว้าแชมป์ลีกอย่างยาวนานอีก 5 สมัยในยุคของมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี โดยมีโรม่า และนาโปลีที่เป็นคู่ต่อกรในการลุ้นแชมป์บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีความใกล้เคียง หรือกดดันพวกเขาแต่อย่างใดในแต่ละฤดูกาล ซึ่งจากการเป็นแชมป์ติดต่อกันของทีม “ม้าลาย” นั้น ทำให้พวกเขาทำจำนวนแชมป์ทิ้งห่างทีมอื่นๆ อย่างอินเตอร์ มิลาน หรือเอซี มิลานไปเป็น 2 เท่าแล้วในตอนนี้ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะสถานการณ์ของทีมยูเวนตุสนั้นนิ่งมาก เนื่องจากการบริหารทีมที่ดี ทำให้ไม่มีผลกระทบในเรื่องของการเงินเหมือนอย่าง 2 ทีมจากเมืองมิลาน