แข้งเก่งสุดของเอเชีย

           เคยมีคนสงสัยอยู่ช่วงหนึ่งว่านักเตะจากทวีปเอเชียคนไหนที่เก่งที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่ถกเถียงกันพอสมควร เพราะว่าส่วนหนึ่งมองว่าเป็นพาร์ค จีซอง กองกลางจอมพลังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนแฟนบอลยุคนี้ก็ยกให้ซน ฮึงมิน กองหน้าของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์นั่นเอง ซึ่งดาวเตะชาวเกาหลีใต้ทั้ง 2 รายนี้นั้นโดดเด่นกว่านักเตะร่วมทวีปรายอื่นมากทีเดียวในแง่ของความสามารถ และความสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้นักเตะชาวญี่ปุ่นทำผลงานได้ดีหลายคนก็ตาม แต่ว่าไม่สามารถยืนระยะได้นานเท่า 2 ดาวเตะจากแดนกิมจิ ที่รักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างคงเส้นคงวาแทบตลอด ซึ่งอันที่จริงทั้งพาร์ค จีซอง และซน ฮึงมิน โลดแล่นบนเวทียุโรปในช่วงที่ต่างกัน ทำให้ไม่สามารถวัตมาตรฐาน หรือว่าความสามารถกันโดยตรง และรวมถึงเล่นกันคนละตำแหน่งด้วย ทำให้ยากที่จะนำมาเปรียบเทียบกัน

            พาร์ค จีซอง เกิดที่เมืองชองนัมในเกาหลีใต้ แต่กลับได้เริ่มต้นการเป็นนักเตะอาชีพกับทีมเกียวโต ซังก้า ทีมในเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่น แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น ทำให้เขาถูกกุส ฮิดดิ้ง กุนซือชาวดัตช์ที่คุมทีมชาติอยู่ในเวลานั้นเรียกไปติดทีมชาติเกาหลีใต้ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2002 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นกลายเป็นทัวร์นาเม้นต์แจ้งเกิดของนักเตะเกาหลีใต้หลายๆ คน โดยรวมถึงอัน จองฮวาน กองหน้ารูปหล่อที่โหม่งประตูชัยใส่ทีมชาติอิตาลีในรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วย ซึ่งพวกเขาประสบความสำเร็จจนถึงการคว้าอันดับ 4 ในศึกฟุตบอลโลกมาครองได้สำเร็จ

            ด้วยความที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในศึกฟุตบอลโลก ทำให้กุส ฮิดดิ้งที่หลังจบทัวร์นาเม้นต์นั้นก็หนีไปรับงานคุมทีมพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมดังในลีกบ้านเกิด ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาได้หนีบพาร์ค จีซองไปร่วมทีมด้วยในช่วงปี 2003 ทำให้เขาได้โอกาสค้าแข้งในยุโรปเป็นครั้งแรกตั้งแต่นั้นมา ซึ่งอดีตดาวเตะหมายเลข 7 ของทีมชาติเกาหลีใต้ก็ได้เล่นในถิ่นฟิลิป สเตเดี้ยมอยู่ 2 ปีครึ่งก่อนที่ฟอร์มจะไปเข้าตาเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน กุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เขาได้ย้ายไปค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ในวัยเพียง 23 ปีเท่านั้น และเป็นนักเตะจากเอเชียรายที่ 2 ของ “ปีศาจแดง” ต่อจากตง ฟางโจว ดาวเตะชาวจีน และด้วยการที่เขาสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งในแดนกลาง ไม่ว่าจะเป็นตัวริมเส้น หรือว่ากองกลางตัวรับ หรือตัวรุกก็ได้ ทำให้เขาได้ลงสนามเป็นประจำ ถึงแม้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตอนนั้นจะมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งก็ตาม ซึ่งตลอดระยะเวลา 7 ฤดูกาลที่อยู่กับทีม “ปีศาจแดง” ทำให้เขากลายเป็นนักเตะชาวเอเชียที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัย รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีก 1 สมัยด้วย

            ส่วนทางด้านซน ฮึงมินนั้น เริ่มต้นการย้ายมาค้าแข้งในทวีปยุโรปตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชนกับทีมฮัมบูร์กในเยอรมัน ซึ่งตอนนั้นเขาอยู่ในวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น และได้เริ่มเล่นกับทีมสำรองในปี 2010 ก่อนที่จะได้โอกาสก้าวขึ้นไปอยู่ในทีมชุดใหญ่ในปีเดียวกัน และทำประตูแรกในศึกบุนเดสลีก้าได้ตั้งแต่วัยเพียง 18 ปี โดยเล่นให้กับฮัมบูร์กมาจนถึงปี 2013 ซึ่งฤดูกาลสุดท้ายนั้นเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมด้วยการทำ 12 ประตูในทุกรายการ ซึ่งทำให้เขาเป็นผู้เล่นชาวเกาหลีใต้คนที่ 5 ที่สามารถทำประตูต่อฤดูกาลได้ถึง 2 หลัก และด้วยฟอร์มที่โดดเด่นนั้นทำให้ถูกไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทุ่มเงิน 10 ล้านยูโรคว้าตัวไปร่วมทีม ซึ่งด้วยองค์ประกอบทีมที่ดีขึ้น ทำให้ซน ฮึงมินทำผลงานได้โดดเด่นขึ้นไปอีก ซึ่งตอนนั้นเขายังเล่นเป็นตัวรุกริมเส้นเท่านั้น และอยู่กับทีม “ห้างขายยา” ได้เพียงแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้นก็ถูกท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์คว้าตัวไปร่วมทีม

            การมาอยู่กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทำให้เขาได้โชว์ศักยภาพให้กับแฟนบอลทั่วโลกให้เห็นมากขึ้น และมันทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งจากเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นผลงานกับทีม “ไก่เดือยทอง” ที่เขากลายเป็นตัวหลักของทีมไปแล้ว หรือกับทีมชาติเกาหลีใต้ ที่เขาสามารถพาทีมคว้าเหรียญทองในกีฬาเอเชี่ยน เกมส์มาครองได้สำเร็จ นอกจากนั้นผลงานส่วนตัวยังมีรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากทวีปเอเชียอีก 5 สมัย ซึ่งการันตีความสามารถของดาวเตะวัย 27 ปีรายนี้ได้เป็นอย่างดี

            หากวัดกันจากความสามารถด้านต่างๆ ดูแล้วซน ฮึงมินอาจจะดูเก่งกาจกว่าพาร์ค จีซอง ซึ่งการเปล่นเป็นกองหน้าก็มีส่วนด้วย เพราะมักจะเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทโดดเด่นกว่ากองกลางอยู่แล้ว แต่การสร้างประโยชน์ให้กับทีมนั้นพาร์ค จีซองก็ไม่ได้น้อยหน้ากว่ามากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ซน ฮึงมินยังสู้นักเตะรุ่นพี่จากชาติเดียวกันไม่ได้เลยก็คือ การประสบความสำเร็จในการพาทีมคว้าแชมป์นั่นเอง ซึ่งตรงนี้เขายังเป็นรองพาร์ค จีซองอยู่หลายขุม และไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้เท่ากับตำนานของเกาหลีใต้รายนั้นอีกแล้วด้วย