เส้นทางของ “พระเจ้า”

            ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ถือว่าเป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งของโลก ซึ่งเขาพเนจรย้ายทีมตั้งแต่เป็นดาวรุ่ง ซึ่งมักไม่ค่อยอยู่ทีมไหนได้นาน แต่ผลงานในสนามของเขาก็การันตีถึงความสามารถได้อย่างดีว่าเก่งกาจเพียงใด ซึ่งเขามักถูกเรียกว่า God หรือว่าพระเจ้านั่นเอง ซึ่งเขาชอบฉายานี้ด้วยซ้ำ และมักนำมาเล่นพูดถึงตัวเองอยู่บ่อยๆ โดยเขาเริ่มต้นการค้าแข้งอาชีพกับทีมมัลโม่ ทีมในบ้านเกิดประเทศสวีเดน ซึ่งการเล่นในลีกบ้านเกิดนั้นก็ไม่ได้มีความโดดเด่นมาก แต่ทว่าด้วยความที่มีรูปร่างที่ดี คือตัวใหญ่ แต่ก็มีความเร็วเช่นกัน ทำให้อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทีมดังของประเทศเนเธอร์แลนด์เห็นแวว จึงทำการคว้าตัวไปร่วมทีมในปี 2001 ด้วยค่าตัวประมาณ 9 ล้านยูโร ซึ่งตอนนั้นเขาก็มีอายุ 21 ปีแล้ว และถือว่าเป็นการย้ายทีมมายังลีกที่ดีขึ้นค่อนข้างช้าด้วยซ้ำ หากเทียบกับนักเตะดาวรุ่งรายอื่นๆ เพราะหากว่ายักษ์ใหญ่ในยุโรปเห็นแววแล้วมักจะทำการทุ่มเงินคว้าตัวทันที แต่ในกรณีของซลาตัน อิบราฮิโมวิชนั้นยิ่งอายุมากขึ้นดูเหมือนจะมีความเก่งกาจมากขึ้นไปด้วย เพราะเขาเหมือนมีประสบการณ์ในการเล่นมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งผลงานในลีกดัตช์ก็ไม่ได้โดนใจอะไรมากมาย และออกจะธรรมดาด้วยซ้ำ แต่เป็นทางยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่ของอิตาลีทุ่มเงิน 16 ล้านยูโรให้กับอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม และคว้าตัวไปร่วมทีมในปี 2004 โดยเขาทำหน้าที่แทนดาวิด เทรเซเก้ กองหน้าตัวเก่งทีมชาติฝรั่งเศสได้เป็นอย่างดีในฤดูกาลนั้น แต่จำนวนประตูก็ไม่ได้ดูโหดร้ายอะไรนักในตอนนั้น ก่อนที่จะย้ายมาเล่นให้กับอินเตอร์ มิลาน ในยุคที่มีโรแบร์โต้ มันชินี่คุมทีม และเปลี่ยนมาเป็นโชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งตอนนั้นผลงานของเขาพัฒนาเป็นอย่างมากในเรื่องของการทำประตู ซึ่งช่วยให้เขาสามารถคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาครองได้ 3 สมัยติดต่อกันกับทีม “งูใหญ่” และด้วยฟอร์มการเล่นที่โหดตลอด 3 ฤดูกาลในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมียซซ่า ทำให้บาร์เซโลน่าของเป็ป กวาดิโอล่าคว้าตัวไปร่วมทีมในปี 2009 ซึ่งค่าตัวสูงถึง 59 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

            แต่การย้ายมาเล่นในถิ่นคัมป์ นูนั้นถือว่าเป็นความล้มเหลวที่สุดในอาชีพค้าแข้งของซลาตัน อิบราฮิโมวิชเลยก็ว่าได้ เมื่อเขาไปมีปัญหากับเป็ป กวาดิโอล่า กุนซือของทีมที่ถึงขั้นชกต่อยกันเลยทีเดียว ทำให้สุดท้ายแล้วก็ถูกปล่อยออกจากทีมไปให้กับเอซี มิลายืมตัวไปใช้งาน ก่อนจะมาซื้อขาดในฤดูกาลต่อมา ซึ่งกาย้ายทีมครั้งนี้ค่าตัวเขาลดลงเหลือเพียง 24 ล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นเขาก็อยู่ในวัยเกือบ 30 ปีแล้วด้วย ทำให้ค่าตัวการย้ายทีมก็เริ่มน้อยลงตามอายุ และความเหมาะสม ทำให้ในปี 2012 เขาย้ายทีมอีกครั้ง และคราวนี้หนีกจากลีกอิตาลีมาอยู่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่ของประเทศฝรั่งเศสที่มีคาร์โคล อันเชล็อตติคุมทีมในเวลานั้น ซึ่งกาย้ายทีมมาอยู่กับทีมในเมืองที่มีหอไอเฟลครั้งนั้น ทำให้เขามีผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขาตลอด 4 ฤดูกาลในถิ่นปาร์ค เดอ แพรงค์เลยทีเดียว โดยเขาทำได้ถึง 156 ประตูใน 4 ฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูกาลสุดท้ายนั้นซลาตันทำได้ถึง 50 ประตูจากการลงสนาม 51 นัด และเป็นดาวซัลโวของลีก เอิงด้วยการทำถึง 38 ประตูเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงเพราะครบ 4 ปีที่เซ็นต์สัญญาพอดี ทำให้เขาสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระหลังจบฤดูกาลนั้น ทำให้เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ตอนนั้นได้โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีสเข้ามาคุมทีมพอดี ซึ่งทั้งคู่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนที่อินเตอร์ มิลาน ทำให้ซลาตันค่อนข้างยกย่องมูรินโญ่เป็นอย่างมาก และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เขาเลือกมาสวมชุด “ปีศาจแดง” แม้ว่าฤดูกาลนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะไม่ได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็ตาม ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซลาตันตัดสินใจเลิกเล่นให้กับทีมชาติสวีเดนด้วยในวัย 34 ปีเพื่อเปิดโอกาสให้กับรุ่นน้องในทีมชาติได้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทน ซึ่งเขายังครองสถิติดาวยิงสูงสุดของทีมชาติสวีเดนด้วยการทำได้ถึง 62 ประตูจากการลงสนาม 116 นัด และช่วยให้ทีมจากสแกนดิเนเวียสามารถผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกได้ถึง 2 สมัยในปี 2002 2006

            ถึงแม้ว่าจะยุจะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลงานของซลาตัน อิบราฮิโมวิช กลับไม่ตกลงไปเลย และยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นในพรีเมียร์ลีก ลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกลีกหนึ่งที่มีการเข้าปะทะหนักกันตลอดทั้งเกม แต่เขาก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างสบาย หรือกับเมเจอร์ ลีกของสหรัฐอเมริกาอีก 2 ปี เขาก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ดี และยังสามารถเล่นในระดับสูงได้จนถึงปัจจุบันกับการย้ายกลับมาค้าแข้งในยุโรปอีกครั้งกับเอซี มิลานในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา